สายเมนละลายเป็นจุด ๆ วินิจฉัยฟีดเดอร์เกินพิกัดจากรอบทำงานจริง
ระบบที่เกินพิกัด 2.7 เท่าแต่ยังทำงานได้ทุกวัน ไม่ได้แปลว่ามันปลอดภัย มันแปลว่าอาการถูกกลบไว้ด้วยจังหวะของกระบวนการผลิต และหลักฐานของความร้อนสะสมกำลังรออยู่ที่ฉนวน
สรุปใน 1 นาที
- อาการ/ปัญหา
- สายเมน 95 ตร.มม. ฉนวนละลายเป็นจุด ทั้งที่ระบบดูใช้งานได้ปกติ
- ใครควรอ่าน
- ช่างไฟและวิศวกรที่ตรวจโหลดเครื่องจักรหลายเครื่องบนสายเดียว
- ทางแก้แบบสั้น
- รวมโหลดจาก nameplate 6 เครื่อง 234.7 kW แล้วทำแบบจำลองกระแสรายนาที โหลด 482 A บนสายรับได้ 180 A ถูกกลบด้วยจังหวะ duty cycle
พอดีมีคนตามผมไปดูระบบไฟฟ้าของอาคารบริการแห่งหนึ่ง อาการที่แจ้งมาคือช่างเห็นฉนวนของสายเมนหลอมละลายเป็นจุด ๆ ตามแนวสาย แต่เครื่องจักรในห้องซักรีดยังเดินได้ทุกวัน ไม่มีเบรกเกอร์ทริป ไม่มีใครบ่นไฟตก ผมเลยลงไปเก็บข้อมูลเองทั้งชุด ตั้งแต่ป้าย nameplate ของเครื่องทีละตัว ไปจนถึงจับเวลารอบการทำงานจริง เพราะะโจทย์แบบนี้ตัวเลขจากกระดาษกับพฤติกรรมหน้างานมันไม่ตรงกันเสมอ บทความนี้ผมเอาวิธีไล่วินิจฉัยมาเล่าให้ครบ ตั้งแต่ตัวเลขแรกที่ทำให้ผมสะดุด ไปจนถึงคำอธิบายว่าทำไมระบบที่เกินพิกัดขนาดนี้ถึง "ดูเหมือนใช้ได้"
ค่ากระแส ค่าแรงดันตก และผลการคำนวณในบทความนี้มาจากการสำรวจอาคารหลังหนึ่งเท่านั้น เอาไปใช้เป็น แนวทางการไล่วินิจฉัย ได้ แต่ห้ามลอกตัวเลขไปใส่งานของตัวเอง งานจริงต้องให้วิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาตคำนวณและลงนามรับรองตามมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ส่วนงานฝั่งแรงสูงและงานที่หม้อแปลงต้องเป็นการไฟฟ้าเท่านั้น
อาการหน้างาน กับตัวเลขที่ไม่เข้ากัน
สภาพที่เจอคือสายทองแดง 95 ตร.มม. เส้นเดียวเดินจากตู้เมนของอาคาร จ่ายต่อเนื่องไปหกโซนตามลำดับ ห้องซักรีด หน่วยจ่ายกลาง ห้องยา หอผู้ป่วย แผนกกายภาพ แล้วจบที่ฝ่ายบริหาร ระยะสายรวมเกือบ 290 เมตร ต่อสายที่เสาทุกต้น จุดที่ฉนวนละลายกระจายอยู่ช่วงต้นสาย
ลักษณะความเสียหายสำคัญมากกับการวินิจฉัย ฉนวนที่ละลาย กระจายเป็นจุด ๆ ตลอดแนว ไม่ใช่ไหม้รวมที่จุดเดียว แบบนี้อ่านได้ว่าเป็นความร้อนสะสมจากการรับกระแสเกินพิกัดซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ไม่ใช่ความเสียหายจากเหตุลัดวงจรครั้งเดียว ถ้าเป็นลัดวงจรมันจะพังหนักที่จุดเกิดเหตุแล้วเบรกเกอร์ตัด ส่วนความร้อนสะสมมันจะกินฉนวนไปเรื่อย ๆ ทั้งเส้นโดยไม่มีสัญญาณเตือน
เก็บ nameplate ให้ครบก่อน อย่าเดาจากขนาดเครื่อง
งานวินิจฉัยแบบนี้ผมเริ่มจากป้ายพิกัดเสมอ ไม่เริ่มจากมิเตอร์ เพราะมิเตอร์บอกได้แค่ "ตอนนี้กินเท่าไร" แต่ป้ายบอกว่า "มันมีสิทธิ์กินได้สูงสุดเท่าไร" ห้องนี้มีเครื่องหกตัว เครื่องไหนป้ายไม่บอกกระแสผมคำนวณจากกำลังไฟฟ้าที่ระบุด้วยสูตรสามเฟสตรง ๆ
| เครื่อง | ชนิด | kW | กระแส (A) | ที่มาของค่า |
|---|---|---|---|---|
| DE-100 | เครื่องอบผ้า 100 lbs | 72.0 | 119.0 | ป้ายพิกัด |
| SP120 | เครื่องซักผ้า 120 lbs | 43.5 | 71.7 | ป้ายพิกัด |
| SP125 | เครื่องซักผ้า 125 lbs | 43.5 | 71.7 | ป้ายพิกัด |
| IM50 | เครื่องอบผ้า ฮีตเตอร์ 30 kW | 30.0 | 45.6 | คำนวณ |
| SPE-50 | เครื่องอบผ้า ฮีตเตอร์ 24 kW | 24.0 | 36.5 | คำนวณ |
| HE-60 | เครื่องซักผ้า 60 lbs | 21.7 | 27.0 | ป้ายพิกัด |
| รวมโหลดซักรีด | 234.7 | 371.5 |
I = P / (sqrt(3) x V x pf) ระบบ 3 เฟส 380 V
SPE-50 ฮีตเตอร์ 24 kW -> 24000 / (1.732 x 380) = 36.5 A
IM50 ฮีตเตอร์ 30 kW -> 30000 / (1.732 x 380) = 45.6 A
หมายเหตุ: โหลดฮีตเตอร์เป็นความต้านทานล้วน ตัวประกอบกำลังราว 1.0
ถ้าเป็นมอเตอร์ต้องหารด้วย pf จริงของเครื่อง ไม่ใช่ 1.0
ป้ายเครื่องซัก-อบอุตสาหกรรมมักแยก ฮีตเตอร์ กับ มอเตอร์ คนละบรรทัด บางใบเขียนกำลังรวม บางใบเขียนเฉพาะฮีตเตอร์ ตัวเลขที่ผมใช้คำนวณฟีดเดอร์คือค่ารวมสูงสุดที่เครื่องดึงได้ ส่วนตัวเลขที่ใช้ประเมินพลังงานต่อวันคือค่าที่แยกฮีตเตอร์ออกมา เพราะฮีตเตอร์ทำงานเป็นช่วง ไม่ได้กินตลอดรอบ
371.5 A ของซักรีด กับ 482 A ของทั้งเส้น
พอเอาโหลดซักรีด 371.5 A ไปบวกกับโหลดโซนอื่นที่เกาะสายเส้นเดียวกัน ทั้งเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อของหน่วยจ่ายกลาง แอร์ของหอผู้ป่วย กายภาพ ห้องยา และสำนักงาน ตัวเลขรวมทางทฤษฎีของสายเส้นนี้ขึ้นไปที่ 482 A ขณะที่สายทองแดง 95 ตร.มม. เส้นนั้นรับได้ 180 A ตามวิธีติดตั้งที่ใช้อยู่จริง
เกินพิกัด 2.7 เท่า ตัวเลขนี้ถ้าเอาไปเล่าให้ใครฟังเขาจะถามกลับทันทีว่าแล้วทำไมยังไม่ไหม้ ตรงนี้แหละคือส่วนที่สนุกของงานวินิจฉัย เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนกระดาษ มันอยู่ที่ตำแหน่งจุดต่อกับจังหวะการทำงานของกระบวนการ ผมไล่ได้สามข้อ
ข้อแรก โหลดหนักเกาะอยู่ที่ต้นสาย
ข้อนี้คนพลาดกันเยอะที่สุด พอเห็นสายยาว 289 เมตรแล้วเดาว่าเครื่องซักรีดอยู่ปลายสาย ความจริงคือห้องซักรีดแยกออกจากสายเมนที่ระยะราว 40 เมตรแรก แปลว่าเครื่องที่ไวต่อแรงดันตกที่สุดในระบบ บังเอิญไปอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดของสาย แรงดันตกสะสม ณ จุดนั้นมีแค่ราว 1.4% ส่วนแรงดันตกก้อนใหญ่ 2.9% ไปโผล่ที่ปลายสายซึ่งเป็นโซนสำนักงาน
# ประมาณแรงดันตกด้วยความต้านทานล้วน เพื่อดูอันดับของตัวเลข
RHO_CU = 0.0175 # โอห์ม x ตร.มม. / เมตร ค่ามาตรฐานทองแดงที่ 20 C
V_LL = 380.0
def vd_percent(i_amp, length_m, area_mm2):
r_per_m = RHO_CU / area_mm2 # โอห์มต่อเมตร ต่อเส้น
v_drop = 1.732 * i_amp * length_m * r_per_m
return round(v_drop, 1), round(v_drop / V_LL * 100, 2)
print(vd_percent(482, 40, 95)) # จุดต่อห้องซักรีด อยู่ต้นสาย
print(vd_percent(120, 289, 95)) # ปลายสาย เหลือเฉพาะโหลดสำนักงาน
ค่าที่ได้จากสคริปต์นี้เป็นค่าประมาณหยาบ ๆ นะครับ ของจริงในรายงานผมใช้ค่า R กับ X ที่อุณหภูมิใช้งานจากตารางผู้ผลิต แล้วคิดกระแสที่ลดหลั่นลงตามช่วงสาย ผลที่ออกมาคือ 1.4% ที่จุดต่อซักรีด และ 2.9% ที่ปลายสาย สคริปต์ข้างบนมีไว้ให้เห็นว่าตัวแปรที่คุมทุกอย่างคือ กระแส คูณ ระยะ หารด้วยพื้นที่หน้าตัด เท่านั้นเอง
ข้อสอง กระบวนการบังคับไม่ให้ฮีตเตอร์ทับกัน
ข้อนี้คือหัวใจของทั้งเคส กำลังไฟของเครื่องซักรีดเกือบทั้งหมดอยู่ที่ฮีตเตอร์ ไม่ใช่มอเตอร์ เครื่องซักใช้ฮีตเตอร์เฉพาะช่วงต้มน้ำราว 15 นาทีแรกของรอบ ส่วนเครื่องอบใช้ฮีตเตอร์เกือบตลอดรอบอบ และผ้าต้องซักกับปั่นหมาดเสร็จก่อนถึงจะย้ายเข้าเครื่องอบได้ ลำดับงานนี้บังคับให้ฮีตเตอร์สองกลุ่มไม่ทำงานพร้อมกันโดยธรรมชาติ
| ช่วงเวลาในรอบ (นาที) | สิ่งที่เกิดขึ้น | ฮีตเตอร์ที่ทำงาน | ระดับกระแส |
|---|---|---|---|
| 0 - 15 | ต้มน้ำในเครื่องซัก | ซัก 3 เครื่อง | สูงสุดของช่วงซัก |
| 15 - 30 | ซัก ล้าง เปลี่ยนน้ำ | ไม่มี เหลือแต่มอเตอร์ | ต่ำ |
| 30 - 40 | ปั่นหมาด ย้ายผ้าเข้าเครื่องอบ | ไม่มี | ต่ำ |
| 40 - 80 | อบผ้า เทอร์โมสตัทตัดสลับ | อบ 3 เครื่อง | พีคของรอบ |
395 A ถ้าเปิดครบพร้อมกัน
เอากระแสป้ายของทุกเครื่องบวกกันตรง ๆ แล้วบวกโหลดฝั่งห้องยากับสำนักงานเข้าไป ค่านี้ใช้ตอนเลือกเบรกเกอร์ได้ แต่ใช้อธิบายอาการหน้างานไม่ได้เลย เพราะไม่เคยเกิดขึ้นจริงในรอบทำงานปกติ
224 A ในช่วงอบ
ช่วงต้มน้ำจบไปก่อนที่เครื่องอบจะเริ่ม ฮีตเตอร์สองกลุ่มไม่ซ้อนกัน พีคของฟีดเดอร์ซักรีดเลยไปตกอยู่ช่วงอบ ที่ราว 224 A ต่างจากค่าทฤษฎีเกือบ 170 A
ตัวเลข 224 A ผูกอยู่กับวิธีทำงานแบบทีละรอบ ถ้าวันหนึ่งเปลี่ยนเป็นแบบสายพาน คือเริ่มซักรอบถัดไปขณะที่รอบก่อนหน้ากำลังอบ ฮีตเตอร์สองกลุ่มจะทับกันทันที กระแสขึ้นไปราว 296 A ตอนออกแบบฟีดเดอร์ใหม่ผมเลยต้องเผื่อเคสนี้ไว้ด้วย ห้ามออกแบบให้พอดีกับ 224 A เฉย ๆ
ข้อสาม อาการไฟตกไปโผล่ที่ปลายสาย
โหลดที่อยู่ปลายสายมีแค่แอร์กับคอมพิวเตอร์สำนักงาน แอร์ทนแรงดันตกชั่วครู่ได้ อย่างมากคอมเพรสเซอร์ตัดแล้วรีสตาร์ทเอง ส่วนคอมพิวเตอร์มีเครื่องสำรองไฟรองรับอยู่แล้วทุกตัว บวกกับแรงดันของระบบเต็มเฟสวิ่งเกือบ 250 V ตกไป 2.9% แล้วยังเหลือระดับที่อุปกรณ์รับได้สบาย อาการที่เกิดขึ้นจริงเลยถูกกลบจนไม่เคยมีใครแจ้ง
พูดง่าย ๆ คือระบบนี้รอดมาได้เพราะความบังเอิญสามชั้นซ้อนกัน โหลดหนักบังเอิญอยู่ต้นสาย กระบวนการบังเอิญบังคับไม่ให้ฮีตเตอร์ทับกัน และโหลดที่รับแรงดันตกเต็ม ๆ บังเอิญเป็นโหลดที่ทนได้ ไม่มีข้อไหนเลยที่เป็นผลจากการออกแบบ
จำลองกระแสรายนาทีทั้งวัน แล้วนับเวลาที่เกินพิกัด
ผมไม่อยากเถียงกันด้วยความรู้สึก เลยเขียนแบบจำลองรายนาทีของทั้งวันทำงาน ใส่รอบซักตามที่จับเวลามาจริง ใส่พฤติกรรมเทอร์โมสตัทของเครื่องอบที่ตัดราวสองนาทีทุกสิบนาที แล้วบวกโหลดพื้นของโซนอื่นตามช่วงเวลา จากนั้นค่อยนับว่ากราฟโผล่เหนือเส้น 180 A รวมกี่นาที
# แบบจำลองกระแสรวมบนสายเดิม รายนาที ตลอดวันทำงาน
WASH_HEAT = 170.4 # ฮีตเตอร์เครื่องซัก 3 ตัวรวม
DRY_HEAT = 201.1 # ฮีตเตอร์เครื่องอบ 3 ตัวรวม
LIMIT = 180 # พิกัดสายเดิม 95 ตร.มม.
def base_load(minute): # แอร์ จ่ายกลาง สำนักงาน ตามช่วงเวลา
hour = minute // 60
return 105 if 9 <= hour <= 15 else 60
def laundry(minute, start=8*60): # รอบเดียวต่อวัน เริ่ม 08:00
t = minute - start
if 0 <= t < 15: # ต้มน้ำ
return WASH_HEAT
if 15 <= t < 40: # ซัก ล้าง ปั่นหมาด เหลือแต่มอเตอร์
return 24.7
if 40 <= t < 80: # อบ เทอร์โมสตัทตัด 2 นาทีทุก 10 นาที
return 0 if (t - 40) % 10 >= 8 else DRY_HEAT
return 0
series = [base_load(m) + laundry(m) for m in range(24 * 60)]
over = [m for m, i in enumerate(series) if i > LIMIT]
print('peak ', max(series))
print('average ', round(sum(series) / len(series)))
print('over limit', len(over), 'minutes')
ผลที่บันทึกไว้จากแบบจำลองของไซต์นี้
พีคสูงสุด 301 A (ช่วงอบ ฮีตเตอร์ 3 เครื่องพร้อมกัน)
กระแสเฉลี่ยทั้งวัน 115 A
เวลารวมที่เกิน 180 A 1.0 ชม./วัน (11% ของวัน)
ช่วงเกินต่อเนื่องยาวสุด 15 นาที
ค่าทางทฤษฎีที่ไม่เคยเกิด 482 A
ตัวเลขชุดนี้อธิบายทุกอย่างพอดี กระแสเฉลี่ยทั้งวันแค่ 115 A จากพิกัด 180 A สายไม่ได้ร้อนตลอดเวลา แต่มันโดนพัลส์เกินพิกัดวันละหนึ่งชั่วโมง ยาวครั้งละไม่เกิน 15 นาที ซึ่งสั้นเกินกว่าจะทำให้อะไรพังให้เห็นทันที แต่ยาวพอที่ฉนวนจะร้อนขึ้นแล้วเสื่อมลงทีละนิด วันแล้ววันเล่า
ตอนคุยกับเจ้าของงานผมย้ำข้อนี้ที่สุด ระบบที่ "ใช้ได้มาสิบปี" กับระบบที่ "ปลอดภัย" คนละเรื่องกัน หลักฐานว่ามันไม่ปลอดภัยอยู่ตรงหน้าแล้วคือรอยฉนวนหลอมละลายหลายจุด และการเพิ่มเครื่องอบเข้ามาอีกตัวทำให้ทั้งความถี่และความสูงของพัลส์เพิ่มขึ้นอีก ระยะห่างจากจุดที่ระบบยังไหวมาถึงจุดที่ไม่ไหวมันแคบลงทุกครั้งที่มีเครื่องใหม่เข้ามา
พลังงานต่อวัน 755 หน่วย ซักรีดกินไปครึ่งหนึ่ง
อีกมุมที่ช่วยให้เจ้าของงานเห็นภาพคือดูสัดส่วนพลังงาน ผมประมาณจากกำลังไฟของแต่ละโซนคูณชั่วโมงใช้งานจริง โหลดปรับอากาศคิดที่ตัวประกอบใช้งาน 0.7 ส่วนซักรีดคิดจากรอบทำงานที่จับเวลามา
| ส่วน | พลังงานต่อวัน (kWh) | สัดส่วน |
|---|---|---|
| ห้องซักรีด | ~374 | ราวครึ่งหนึ่งของทั้งระบบ |
| โซนอื่นทั้งหมดรวมกัน | ~381 | อีกครึ่งหนึ่ง |
| รวมทั้งระบบ | ~755 |
โหลดก้อนเดียวที่กินไฟครึ่งหนึ่งของทั้งอาคาร แล้วยังนั่งอยู่บนตัวนำเส้นเดียวกับอีกห้าโซน ตรงนี้ผมว่าไม่ต้องคำนวณอะไรต่อก็ตอบได้แล้วว่ามันควรมีฟีดเดอร์กับมิเตอร์ของตัวเอง ทั้งเรื่องความปลอดภัยและเรื่องการคิดต้นทุนแยกรายแผนก
- เก็บ nameplate ทุกเครื่องให้ครบ ถ่ายรูปป้ายไว้ด้วย เครื่องที่ไม่มีค่ากระแสให้คำนวณจาก kW แล้วทำหมายเหตุว่าเป็นค่าคำนวณ ไม่ใช่ค่าป้าย
- เขียนลำดับกระบวนการจริงออกมาเป็นไทม์ไลน์ อย่าเชื่อคำว่า "เปิดพร้อมกันหมด" จนกว่าจะไปยืนดูเองสักหนึ่งรอบเต็ม
- วัดตำแหน่งจุดต่อจริงบนสาย ระยะจากตู้เมนถึงแต่ละโซน ตัวเลขนี้เปลี่ยนคำอธิบายอาการทั้งหมด
- ทำแบบจำลองรายนาที แล้วนับ "เวลาที่เกินพิกัด" ไม่ใช่ดูแค่ค่าพีค เพราะความเสียหายมันมาจากเวลาสะสม
- ถ่ายรูปหลักฐานความเสียหายให้ชัดว่ากระจายเป็นจุดหรือรวมที่จุดเดียว มันแยกความร้อนสะสมออกจากลัดวงจรได้
สรุปการวินิจฉัย
ต้นเหตุหลักของเคสนี้คือ ตัวนำเส้นเดียวแบกโหลดเกินพิกัด และหลักฐานคือฉนวนที่ละลายไปแล้ว ส่วนเรื่องเฟสไม่สมดุลกับจุดต่อหลวมเป็นตัวซ้ำเติม ไม่ใช่ตัวต้นเรื่อง สองอย่างนี้ห้ามเอามาใช้แทนกัน การไล่ขันย้ำจุดต่อใหม่ทั้งแนวทำให้ระบบกลับมาใช้ได้จริง แต่ตราบใดที่โหลดยังเกินอยู่ จุดต่อพวกนั้นจะกลับมาหลวมอีก มันคือการยืดเวลา ไม่ใช่การแก้
ทางแก้ที่ผมเสนอคือแยกโหลดซักรีดออกไปอยู่ฟีดเดอร์ใหม่ของตัวเอง สายเดิมจะเหลือภาระราว 98 A หรือ 54% ของพิกัด กลับมาอยู่ในสภาวะปลอดภัยและยังเหลือที่ให้ขยายอีก ส่วนวิธีเลือกขนาดสายกับเบรกเกอร์ของฟีดเดอร์ใหม่ ผมแยกไปเล่าใน ตอนเรื่องพิกัดกระแสกับวิธีติดตั้ง เพราะมันยาวพอตัว ส่วนปัญหาระดับต้นทางที่ทำให้บาลานซ์เฟสไม่ได้ตั้งแต่แรก อยู่ใน ตอนเรื่องนิวทรัลพ่วงข้ามหม้อแปลง
ใครเจอเคสคล้ายกัน ผมแนะนำให้เริ่มจากสองคำถามนี้ก่อนเลยครับ หนึ่งคือโหลดหนักที่สุดเกาะอยู่ตรงไหนของสาย สองคือกระบวนการผลิตบังคับให้อะไรทำงานไม่พร้อมกันบ้าง สองข้อนี้ตอบได้เมื่อไร ตัวเลขที่ดูขัดกันมันจะเข้าที่เอง ตรงไหนผมอธิบายตกหล่นหรือมีเคสที่รูปแบบโหลดไม่เหมือนนี้ เดี๋ยวกลับมาแก้เพิ่มให้ภายหลังครับ
เคยเจองานแบบนี้ไหม? ติดตรงไหน?
มาแลกวิธีกันต่อในบอร์ด LinuxThai



ความคิดเห็น 0
ยังไม่มีความคิดเห็น — เป็นคนแรกเลย